Newsletter เดือนมิถุนายน 2551

 

   นิวซีแลนด์ออกมาตรฐานการนำเข้าสินค้าประมงทะเล

 

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2551 หน่วยงาน Biosecurity New Zealand กระทรวงเกษตรและป่าไม้นิวซีแลนด์ (MAFBNZ) ได้ออกมาตรฐานการนำเข้าสินค้าประมงทะเลเพื่อการบริโภคจากทุกประเทศ ซึ่งหมายรวมถึง ปลาในกลุ่ม marine finfish หอย ปู กุ้ง และเม่นทะเล (Echinodermata) โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้


     - สินค้าจะต้องมีใบรับรองระบุรายละเอียดชนิดสินค้า (species of origin)
     - สินค้าประเภทหอย สามารถนำเข้าได้ทั้งหอยทะเลและหอยน้ำจืด โดยจะต้องแกะเปลือกออก หรือต้มสุก หรือทำให้แห้ง
หรือแช่แข็ง
     - สินค้าหอยเป่าฮื้อ ต้องแกะเปลือกออกและนำไปผ่านความร้อนที่ core temperature 55 องศา ระยะเวลา 10 นาที
     - สินค้าประเภท กุ้ง ปู สามารถนำเข้าได้ทั้งทะเล และน้ำจืด

 

นอกจากนี้   การนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคดังกล่าว จะต้องปฎิบัติตามกฎหมายด้านอาหารของนิวซีแลนด์ (Food Act 1981) ซึ่งควบคุมโดยหน่วยงาน (New Zealand Food Safety Authority-NZFSA) โดยรายละเอียดสามารถสืบค้นได้จาก Website: www.nzfsa.govt.nz/imported-food/index.htm

 

ที่มา มกอช. 

 

 

 

 โลโก้ใหม่สินค้าปลาในออสเตรเลีย

 

แผนงานใหม่ล่าสุดในออสเตรเลียเพื่อทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเรื่องชื่อปลา เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ      ผู้บริโภคจากความสับสนในการเลือกซื้อสินค้าประมง  จึงมีการริเริ่มแผนงาน “Approved  Fish  Names” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับผู้บริโภคในระดับการค้าปลีกทีเดียว

ผู้คนจำนวนมากในอุตสาหกรรมประมงตื่นเต้นสำหรับแผนงานนี้โดยจะมีการเริ่มดำเนินการในตลาดปลาซิดนีย์ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2551 โดยผู้ค้าปลีกจะแสดงโลโก้นี้ให้ผู้บริโภคเพื่อยืนยันว่าชื่อสินค้าของตนเองนั้นถูกต้องเนื่องจากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมามีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ชื่ออย่างถูกต้องรวมทั้งการระบุประเทศแหล่งกำเนิดอย่างถูกต้องด้วย

มาตรฐานชื่อปลาที่มีการผลิตหรือการค้าในออสเตรเลียปรากฎใน AS SSA 5300-2007  โดยได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการชื่อปลาแห่งชาติ โดยผ่านกระบวนการหารืออย่างเข้มข้นกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนผู้บริโภค      ผู้จัดการประมง และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ  มีการระบุชื่อ 4,500 ชื่อซึ่งได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานออสเตรเลียเมื่อเดือนมิถุนายน 2550

แผนงานนี้เพื่อให้มีการระบุชื่อสินค้าประมงอย่างแม่นยำถูกต้องและนำไปสู่การติดฉลากอย่างถูกต้องโดย   มี  โลโก้รับรองเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นระบุชื่ออย่างถูกต้อง

ที่มา  :  TheFishSite    มกอช. 

 

 

 

 

EU เลื่อนบังคับใช้เกี่ยวกับฝาสัมผัสอาหาร

 

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศ Regulation (EC) No.597/2008  ที่เกี่ยวข้องกับค่าสูงสุดของการถ่ายเท plasticizers ในฝาที่สัมผัสอาหาร โดยขยายระยะเวลาการบังคับใช้ Regulation 372/2007 ที่ได้ประกาศแล้ว สรุปประเด็นดังนี้

1) ขยายระยะเวลาการประกาศใช้กฎหมายท้องถิ่นแต่ละประเทศสมาชิกสำหรับฝาที่ประกอบด้วยพลาสติกหลายชั้นหรือเคลือบด้วยพลาสติกหลายชั้นที่ทำด้วย Gasket ในฝาที่ประกอบด้วยวัสดุที่แตกต่างกันสองชั้นหรือมากกว่าสองชั้นสามารถวางจำหน่ายในสหภาพยุโรปได้หากปฏิบัติตามระเบียบเฉพาะของภาคผนวกนี้

2) ขยายระยะเวลาบังคับใช้จากวันที่  30 มิถุนายน 2551 เป็นวันที่ 30 เมษายน 2552

สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบใหม่นี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็ปไซต์ ดังต่อไปนี้

http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2008:164:0012:0013:EN:PDF   

 

 

 

 

EU ห้ามทำประมงอวนปลาทูนาครีบน้ำเงินในน่านน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออก

 

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2551 สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบสหภาพฯ เลขที่ 530/2008 เรื่องการห้ามทำประมงปลาทูนาครีบน้ำเงินโดยใช้อวนล้อมในน่านน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกตั้งแต่เวลาศูนย์นาฬิกาของวันที่ 16 มิถุนายน 255 1 สำหรับเรือประมงจากประเทศกรีก ฝรั่งเศส อิตาลี ไซปรัส และมอลตา และตั้งแต่เวลาศูนย์นาฬิกาของวันที่ 23 มิถุนายน 2551 สำหรับเรือประมงจากประเทศสเปน เนื่องจากปริมาณโควตาของปีนี้ได้หมดลงอย่างรวดเร็วจากการทำประมงของประเทศสมาชิกสหภาพฯ

กฎระเบียบของสหภาพฯ ดังกล่าวอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 ใน Basic Regulation of the Common Fisheries Policy ที่ให้อำนาจสหภาพฯ ใช้มาตรการฉุกเฉินในกรณีที่จะเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำ  และครอบคลุมการห้ามทำประมงโดยใช้อวนล้อม  การวางกระชังเพาะเลี้ยง และการขนลำเลียงปลาทูนาครีบน้ำเงินที่จับได้ด้วย โดยมีผลบังคับใชักับเรือประมงที่จดทะเบียนหรือชักธงของประเทศสมาชิกสหภาพฯ และมีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมง ซึ่งเป็นไปตามแผนงาน 15 ปี ที่ได้_ ตกลงไว้ใน the International Commission for the Conservation of Atlantic Tuna (ICCAT) กำหนดให้สหภาพฯ ใช้ทุกมาตรการเพื่อป้องกันการทำประมงมากเกินไป (Overfishing) ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2550 จากการทำประมงแบบอุตสาหกรรม โดย 70% ของจำนวนปลาทูนาครีบน้ำเงินที่จับได้ทั้งหมดมาจากการใช้อวนล้อม  และในปีนี้มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถิติการจดทะเบียนของเรือประมงอวนล้อมที่สูงกว่าปีก่อนหน้า และในเดือนมิถุนายน เรือประมงของสหภาพฯ สามารถจับปลาได้ถึง 10% ของโควตาปีนี้ไปแล้วภายใน 3 วัน

ที่มา : สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์    http://news.thaieurope.net/content/view/2916/214/

 

 

 

 

แนวทางความร่วมมือแก้ไขวิกฤตแผ่นเหล็ก Tinplate และ Tin free ประจำไตรมาสที่ 3/2551

 

หลังจากการหารือ 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกัน อันประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) สมาคมบรรจุภัณฑ์โลหะไทย (TMPA) และบริษัทผู้ผลิตแผ่นเหล็ก (STP, TTP) เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2551 ณ โรงแรมมณเฑียรริเวอร์ไซด์ เพื่อหารือร่วมมือกันแก้ไขวิกฤตเหล็ก Tin Plate และ Tin Free ขาดแคลนในไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดีนั้น

 

ผลการหารือได้ข้อสรุปตกลงร่วมกันดังนี้

 

  1. บริษัทผู้ผลิตแผ่นเหล็ก ได้ยืนยันว่าจะจัดส่งเหล็กในราคาเดิม เฉพาะตราสินค้าที่จำหน่ายภายในประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ (ตามที่กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือให้ตรึงราคาเหล็กสำหรับผลิตกระป๋องไว้ก่อนจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม) ส่วนสินค้าเพื่อการส่งออกนั้น ผู้ผลิตแผ่นเหล็กขอปรับราคาขึ้นอีก 3,000 บาท/ตัน ในระยะเวลา 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2551
  2. บริษัทผู้ผลิตแผ่นเหล็กยืนยันที่จะพยายามจัดหาแผ่นเหล็กในไตรมาส 3 เพิ่มจากไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาขาดแคลนกระป๋อง
  3. TMPA โดยสมาชิกบางรายจะพยายามนำเข้าแผ่นเหล็กต่างประเทศเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่เนื่องจากราคาแผ่นเหล็กนำเข้าสูงกว่าราคาในประเทศถึง 15-20% ซึ่งอาจจะช่วยได้ในจำนวนไม่มากนัก
  4. TMPA จะปรับราคากระป๋องทุกชนิดอีก 7% ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน ยกเว้น ตราสินค้าที่จำหน่ายภายในประเทศ                    ( เช่น นม กาแฟ ผักกาดดอง ปลาซาร์ดีน-แมคเคอเรล ปี๊บ เป็นต้น ) ซึ่งจะเริ่มปรับราคา 7% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไป   

 

 

 

 

อาชีพทางเลือกที่สกว. ให้การสนับสนุนการวิจัยที่กำลังเห็นผล และประสบความสำเร็จด้วยดี

 

อาชีพทางเลือกที่สำนักงานกองทุนสนับสนุการวิจัย(สกว.) ให้การสนับสนุนการวิจัยที่กำลังเห็นผล และประสบความสำเร็จด้วยดีได้แก่

- ปูม้า: ทางเลือกอาชีพที่ยั่งยืนของชุมชนประมงชายฝั่ง

ปูม้าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทางตลาดสูง  มีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องทั้งภายในและต่างประเทศ  มูลค่าการส่งออกปูม้าในปี 2548 จำนวน 5,800 ล้านบาท และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6,300 ล้านบาท และ 6,875 ล้านบาทในปี 2549  และปี 2550  ปัจจุบันทรัพยากรปูม้าที่มีอยู่ในธรรมชาติมีปริมาณลดลงเนื่องจากการจับสัตว์น้ำชนิดนี้มากเกินกำลังการผลิต  โดยในปี 2546 ปริมาณปูที่จับได้จากทะเลมีเพียง 32,400 เมตริกตัน จากที่เคยจับได้ถึง 46,700 เมตริกตันในปี 2541

สกว.ได้สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับปูม้าตั้งแต่ปี 2545 รวมทั้งสิ้น 10 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์ การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ การจัดการทรัพยากรประมง ความหลากหลายทางพันธุกรรม เทคนิคในการเพาะเลี้ยงทั้งการเลี้ยงในคอก ในบ่อดิน การลงทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงปูม้าเชิงธุรกิจรายย่อย  การทดสอบและปฏิบัติจริงในพื้นที่บริเวณจังหวัดปัตตานี และเกาะลิบง จังหวัดตรัง โดยใช้กระบวนการวิจัยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ชุมชนดังกล่าวได้มีทางเลือกในการปะกอบอาชีพและสามารถเพิ่มรายได้ให้กับชาวประมง  รวมทั้งเกิดการจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่เหมาะสมและยั่งยืน

ด้วยรูปแบบที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในการปฏิบัติจริงในพื้นที่ประกอบด้วย

 1. การเลี้ยงปูม้าล้อมคอกในทะเลน้ำตื้นด้วยระบบเกษตรอินทรีย์

2. ธนาคารปู เพื่อการคืนปูสู่ทะเล โดยนำแม่ปูไข่นอกกระดองเลี้ยงในคอกเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูในรูปแบบที่ชุมชนมีส่วนร่วม

ที่มา  : www.newswit.com  

 

 

ผู้ประกอบการแห่ขอ GMP HACCP

                นางสาวเมธินี สุคนธรักษ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า  ปัจจุบันประเทศคู่ค้าผักผลไม้หลายแห่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกผักผลไม้ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GMP HACCP  เช่น  หลังจากที่สหรัฐฯ  ให้ไทยส่งออกผลไม้สด 6 ชนิด ได้แก่  เงาะ ลิ้นจี่ ลำไย สับปะรด มะม่วง มังคุดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2550  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงคัดแยกบรรจุต้องผ่านมาตรฐาน  เป็นต้น  ทำให้ปัจจุบันมีผู้ยื่นขอใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 ราย  ผ่านมาตรฐานการรับรอง GMP หรือ  HACCP แล้ว 760 ราย  แยกเป็นโรงคัดแยกบรรจุ 300 โรง  โรงรมและโรงงานแปรรูปอีก 440 โรง

สำหรับมาตรฐาน GMP และ HACCP  เป็นมาตรฐานกลางที่รับรองระบบและกระบวนการผลิตของ    โรงงานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ  ทุกปีกรมวิชาการเกษตรจะมีโครงการจัดฝึกอบรมให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ   สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร   โทร 0-2940-6464

 

ที่มา  :  แนวหน้า

 

 

 

พิษสินค้าแพง เงินเฟ้อทะยาน 4.5เป็น7.2%


คลังจำนนราคาน้ำมัน ดันสินค้าแพง เพิ่มเป้าเงินเฟ้อปีนี้เป็น 7.2%

                นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อ ปี 2551 เป็น 7.2% จากเดิม 4.5% เนื่องจากราคาน้ำมันสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเป็น 116 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ประมาณการไว้ 93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

                นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทบทวนเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจ ปี 2551 ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมี พื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถรองรับปัจจัยเสี่ยงได้ดี ทั้งปัจจัยในประเทศ และต่างประเทศ จึงคงประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2551 ไว้ระดับเดิมที่ 5-6% ต่อปี หรือเฉลี่ย 5.6% ซึ่งขยายตัวสูงกว่าปีที่ผ่านมาที่ขยายตัว 4.8% ต่อปี

                ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มี 4 ด้าน คือ การส่งออกที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ ค่าเงินบาทอ่อนลง เป็นผลดีการส่งออก การบริโภคฟื้นตัว และการเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาล รวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชนที่ฟื้นตัว

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ 

 

 

  

เจพี.ฯออกโรง ติงขึ้นดบ.ช้า ดึงค่าบาทร่วง

 

เจ.พี.มอร์แกนฯ ชี้ ธปท.ชะลอขึ้นดอกเบี้ยเสี่ยงต่อบาทอ่อนค่าลงอีก

 

บลูมเบิร์ก รายงานอ้างความเห็นของวาณิชธนกิจ เจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เลื่อนการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อออกไปนั้น จะยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง และกระทบต่อภาคการนำเข้าสินค้ามากขึ้น ท่ามกลางวิกฤตการณ์น้ำมันแพง

 

ซิน เบ็ง อ่อง นักเศรษฐศาสตร์ ของเจ.พี.มอร์แกนฯ ประจำสิงคโปร์ กล่าวว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงไปแล้ว ถึง 3% ในเดือนนี้ จนกลายเป็นสกุลเงินที่มีการเคลื่อนไหวย่ำแย่ที่สุดในบรรดาสกุลเงินเอเชียทั้ง 11 สกุล

 

ขณะที่ ธปท.ก็ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วัน ไว้ที่ 3.25% มาตั้งแต่เดือน ส.ค. ปีที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ปีนี้ จะเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัวไปอยู่ที่ 7.6% ก็ตาม ขณะที่บัญชีเดินสะพัดเดือนกลับเผชิญภาวะขาดดุลครั้งแรกในรอบ 21 เดือน จากผลพวงราคาน้ำมันแพง

 

“ธปท.ควรดำเนินมาตรการเชิงรุก ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นได้ เนื่องจากแนวโน้มภาวะเงินเฟ้อและกลไกการตั้งราคาในปัจจุบันอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ภายในสภาวะแวดล้อมที่ดุลการชำระเงินอ่อนตัวลง อาจเป็นปัจจัยหลักทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก” อ่อง กล่าว

 

นักวิเคราะห์ของ เจ.พี.มอร์แกนฯ คาดการณ์ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ จากปัจจุบันที่มีการซื้อขายอยู่ที่ 33.53 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

 

เหยิน ปิง โฮ นักวิเคราะห์ เจ.พี.มอร์แกนฯ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นตัวผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติเทขายตราสาร และดึงเงินลงทุนออกนอกประเทศ

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ 

 

 

 

 

ผลการศึกษาตลาดข้าวโพดหวานในยุโรปเฟสแรก

ผลการศึกษาตลาดข้าวโพดหวานในยุโรปในขั้นแรกได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมเรื่อง

      - แนวโน้มการผลิตและการบริโภคภายในสหภาพยุโรป ทั้งในช่วงที่ผ่านมาและการคาดการณ์ใน 3 ปีต่อไป

      - ส่วนแบ่งตลาดข้าวโพดหวานจากไทยในยุโรป

      - สถิติการนำเข้า / ส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องจากประเทศต่างๆ ในยุโรป

      - ทัศนคติของผู้บริโภคในยุโรป

      - ข้อเสนอตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดสูง ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน

สามารถดาวน์โหลดผลการศึกษาฉบับเต็มได้ที่คอลัมน์ โครงการทีมประเทศไทยเพื่อนักธุรกิจในปี 2551

      สาระสำคัญของผลการศึกษาดังกล่าวสรุปได้ ดังนี้

1.      ไทยถือเป็นผู้ผลิต/ผู้ส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องรายสำคัญทั้งในตลาดโลกและในตลาดยุโรป

 

(ประเทศผู้ผลิตรายสำคัญมี 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ฮังการี ฝรั่งเศส และไทย) โดยในช่วงปี 2006 ไทยมีอัตราการส่งออกเพิ่มสูงสุดถึง 20% เมื่อเทียบกับประเทศอื่น (ปริมาณ 125,000 เมตริกตัน)

                2.      การผลิตและการบริโภคในตลาดยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

- การผลิต ฝรั่งเศสและฮังการีเป็นผู้ผลิตข้าวโพดหวาน 95% ทั้งสำหรับบรรจุกระป๋องและแช่แข็ง โดย

ฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด 19.7 ตันต่อเฮกตาร์ (ไทย 7.8 ตันต่อเฮกตาร์) อย่างไรก็ดี การแข่งขันในตลาดยุโรปที่สูงขึ้นจากสินค้าข้าวโพดหวานของไทยทำให้ฝรั่งเศสและฮังการีลดพื้นที่เพาะปลูกลงในช่วงปี 2006 แต่หลังจากที่ไทยโดนเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD duty) การส่งออกจากไทยลดลง 10% ทำให้ฝรั่งเศสและฮังการีเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้ 10% และ 14% ตามลำดับ การผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 3 ปีถัดไป (ประมาณการผลิต 392,000 เมตริกตันในปี 2011)

                  - การบริโภค ผู้บริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องรายสำคัญในตลาดยุโรปได้แก่ เยอรมนี (30%) ฝรั่งเศส (27%) และ UK (22%) การบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 3 ปีถัดไป (ประมาณการบริโภค 334,000 เมตริกตันในปี 2011)  

                3.      ส่วนแบ่งตลาดข้าวโพดหวานจากไทยในยุโรป ในปี 2006 ปริมาณ 36,000 เมตริกตัน มูลค่า 1,130

ล้านบาท ส่งออกมายังยุโรปเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับการส่งออกจากประเทศนอก EU ทั้งหมด (14%) โดยได้ชี้ให้เห็นโอกาสสำหรับข้าวโพดหวานจากไทยว่า (1) ควรทำการส่งเสริมข้าวโพดหวานอินทรีย์ (2) แม้ว่าจะไม่มีความคาดหวังเรื่องความหลากหลายในรสชาติ แต่ก็อาจเป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมข้าวโพดหวานในตลาดยุโรป (3) ส่งเสริม

สินค้าในเยอรมนี สหราชอาณาจักร และสเปน เนื่องจากเป็นปท.ผู้ซื้อรายสำคัญ ส่วนข้อควรระวัง ได้แก่ (ก.) การโดนเรียกเก็บ AD duty ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง (ข.) ข้าวโพด GMO (Bt-11) จะได้รับอนุญาตนำเข้ามา EU ซึ่งอาจทำให้การส่งออกจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น (ค.) สินค้าจากจีนมีราคาดีกว่า และไม่ถูกเรียกเก็บ AD duty

                4.      สถิติการนำเข้า/ส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องจากประเทศต่างๆ ในยุโรป และช่องทางการจัด

จำหน่าย  ประเทศผู้นำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ (สหราชอาณาจักร เยอรมนี สเปน เบลเยียม สวีเดน) ราคาซื้อจากผู้ค้าปลีกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก  มีช่องทางการจำหน่าย    โดยผู้ผลิตจำหน่ายให้แก่ผู้ค้าส่ง (wholesalers) หรือผู้นำข้าวโพดหวานเพื่อไปผ่านกระบวนการต่อไป (processors) สำหรับนำไปจำหน่ายยังช่องทางต่างๆ เช่น supermarket 

5.      Consumers’ perception ผู้บริโภคในยุโรปส่วนใหญ่ใช้ข้าวโพดหวานในการทำสลัดและส่วนใหญ่บริโภคใน

รูปแบบข้าวโพดหวานกระป๋อง ลักษณะและรสชาติมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อ โดยผู้บริโภคยังต้องการข้อมูลที่เกี่ยวกับสูตรอาหารที่ใช้ข้าวโพดหวานบนสลากผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม

 6.     ตลาดเป้าหมาย

บริษัทผู้วิจัยวิเคราะห์ว่าตลาดเป้าหมายซึ่งมีศักยภาพและโอกาสทางการตลาดสูงประกอบด้วย

สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน

             ทั้งนี้ การศึกษาในเฟสที่สองจะเน้นที่ตลาดเป้าหมาย 3 ตลาดในเชิงลึก เพื่อเสนอข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้ผลิต / ผู้ส่งออกข้าวโพดหวานของไทยได้รับรู้ข้อมูลการตลาด และโอกาสในสามตลาดเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคม ศกนี้

ที่มา : คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   

 

 

 

 

เสียงเรียกร้องให้ออสซี่กำหนดค่า plasticizers

 

CHOICE ได้ทำการตรวจสอบอาหารบริโภคประจำวันในขวดแก้ว 25 ชนิดพบ 13 ชนิดมีสารตกค้างส่งผ่านจาก plasticizers  เกินข้อกำหนดของสหภาพยุโรป

ผลการตรวจสอบพบว่าซอสเพสโตมีสารตกค้างจาก plasticizers   12 เท่าของที่สหภาพยุโรปอนุญาตให้มีได้ และ tandoori tip 1 ชนิดสารตกค้างถึง 230 เท่าจากมาตรฐาน  ปัจจุบันออสเตรเลียยังไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานสารตกค้างจาก plasticizers

ผู้ประกอบการรายหนึ่งในออสเตรเลียจึงใช้มาตรการป้องกันไว้ก่อนได้เรียกคืนสินค้าทั้ง 2 ชนิดออกจากตลาดชั่วคราวก่อนเพื่อรอผลการสืบสวนเพิ่มเติม  ในขณะที่ผู้ประกอบการอื่นๆ  ได้แจ้งไปยังผู้จัดหาผลิตภัณฑ์ให้และได้มีการสอบถามแนวทางการดำเนินงานไปยังเจ้าหน้าที่ด้านกฎระเบียบของสำนักงานมาตรฐานอาหารร่วมออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (FSANZ)

Plasticizers ที่ใช้ในขวดฝาเกลียวส่วนใหญ่คือ ESBO และ Phthalet ชนิดต่างๆ  ซึ่งข้อกำหนดของสหภาพยุโรปกำหนดค่า ESBO ไว้ที่ 60 ppm. สำหรับอาหารทั่วไป และ 30 ppm. สำหรับอาหารทารก  สำหรับ Phthalet   กำหนดไว้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด คือ 1.5-9 ppm.  ซึ่งมีการพบว่า  อาหาร 9 ชนิดมี  ESBO เกินมาตรฐานสหภาพยุโรป  โดยซอสพาสตาชนิดหนึ่งซึ่งมีไขมัน 26% มีสูงถึง 840 ppm. และอาหาร 12 ชนิดหรือเกือบครึ่งของตัวอย่างที่ตรวจสอบมี   Phthalet เกินมาตรฐานสหภาพยุโรป

CHOICE ต้องการให้ออสเตรเลียมีมาตรฐานเหมือนกับสหภาพยุโรป  โดยให้กำหนดมาตรฐานไว้ใน Food Standard Code

 

ที่มา  :  AustraliaFoodNews  

 

 

 

 

อาเซียนประกาศใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่ปรับปรุงใหม่พร้อมกัน 1 สิงหาคม ศกนี้

 

อาเซียนประกาศใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่ปรับปรุงใหม่พร้อมกัน 1 สิงหาคม ศกนี้ อาเซียนเป็นตลาดส่งออกสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันปีละกว่า 64,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2550 ผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิพิเศษฯ การใช้อัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากันภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน ( CEPT) มีมูลค่ากว่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยกรมการค้าต่างประเทศออกหนังสือรับรองฯ ให้แก่ผู้ประกอบการกว่า 140,200 ฉบับ สำหรับสินค้าสำคัญที่มีการใช้สิทธิพิเศษฯ สูง ได้แก่ รถยนต์ ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ ยานยนต์สำหรับขนส่ง เครื่องปรับอากาศ แชมพู ตู้เย็น และอาหารปรุงแต่ง เป็นต้น

ล่าสุดประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นชอบร่วมกันให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้าอาเซียนที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมกันในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 เพื่อเร่งให้เกิดประโยชน์ทางการค้าภายในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนให้มากที่สุด อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่าการทบทวนกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ข้อตกลง CEPT (Revision of The CEPT Rules of Origin) ดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ปี 2550 โดยให้สามารถใช้กฎการเปลี่ยนพิกัดศุลกากร(Change in Tariff Classification : CTC) เป็นกฎทางเลือกทำให้กฎแหล่งกำเนิดภายใต้อาเซียนใหม่มี 2 หลักเกณฑ์ ประกอบด้วย เกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของสินค้า (Local Content 40%) และเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดในระดับ 4 หลัก ( Change in Tariff Heading) เป็นกฎทั่วไป (General Rules) ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่ากฎแหล่งกำเนิดเดิมของอาเซียนที่เคยกำหนดกฎแหล่งกำเนิดสินค้าเพียงกฎเดียว คือ สัดส่วนส่วนมูลค่าเพิ่มของสินค้า ส่งผลให้ผู้ผลิตมีทางเลือกในการผลิตสินค้ามากขึ้นและเป็นการเพิ่มโอกาสในการใช้สิทธิพิเศษฯ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้อาเซียนมีการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Operational Certification Procedures) และปรับปรุงแบบฟอร์มหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่ปรับปรุงใหม่ ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการและผู้สนใจในการปฏิบัติตามสำหรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดจัดสัมมนาในกรุงเทพฯ/ปริมณฑล เชียงใหม่ สงขลา และชลบุรี ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2551 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อที่สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร. สายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์ www.dft.go.th

 

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ     

 

 

 

 

 

GSP-EU ฉบับใหม่ หนุนผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิส่งออกเพิ่มขึ้น

 

            สหภาพยุโรป (EU) เป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ มีมูลค่ากว่า 14,470 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของเศรษฐกิจโลก และมีจำนวนประชากรจาก 27 ประเทศกว่า 520 ล้านคน และนับเป็นตลาดสำคัญของไทยที่มูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากตลาดอาเซียน

            โดยในปี 2550 ไทยส่งออกไปสหภาพยุโรปมูลค่า 22,856.60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.03 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ไก่แปรรูป และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นสินค้าส่งออกหลัก

            ทั้งนี้ การส่งออกของไทยไปยังสหภาพยุโรป โดยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2550 ไทยส่งออกภายใต้สิทธิ GSP เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 6,913.59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 45.75 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ GSP และอีกไม่นานจะมีการปรับแก้ไขเกณฑ์นี้ใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการส่งออกควรรีบศึกษา และตรวจสอบเพื่อเตรียมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

            ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ฉบับใหม่ มีดังนี้

1.    ลักษณะของระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ของสหภาพยุโรป (EU) ปัจจุบันการให้ GSP ต่อประเทศไทยของ EU อยู่ในโครงการที่ 4 ระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2558 และได้แบ่งระยะเวลาดังกล่าวออกเป็นช่วงย่อยๆ จำนวน 3 ช่วง คือ

-           ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 – 31 ธันวาคม 2551 (3 ปี)

-           ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 – 31 ธันวาคม 2554 (3 ปี)

-           ช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 – 31 ธันวาคม 2558 (4 ปี)

สินค้าที่จะสามารถใช้ประโยชน์ได้จะต้องเป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ มีคุณสมบัติถูกต้องตามเกณฑ์กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และเป็นสินค้าที่ส่งตรงจากประเทศผู้รับสิทธิไปยัง EU โดยต้องมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form A กำกับไปด้วยเสมอ

2.    ข้อแตกต่างระหว่างสิทธิ GSP-EU ฉบับเดิมกับฉบับใหม่ ที่ผ่านมาเงื่อนไขต่างๆ เข้าใจและปฏิบัติยาก เช่น เกณฑ์การพิจารณาแหล่งกำเนิดสินค้าเดิม EU กำหนดให้ประเทศที่ส่งสินค้าเข้าไปต้องใช้วัตถุดิบในประเทศตนเองร้อยละ 60 นำเข้าร้อยละ 40 แต่ระเบียบใหม่กำหนดให้ใช้วัตถุดิบในประเทศได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ถือว่าผ่อนปรนค่อนข้างมาก

3.    สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวรับมือจากผลการปรับปรุงระเบียบ GSP-EU ฉบับใหม่ คือ ตรวจสอบว่าสินค้าที่จะส่งออกไปสหภาพยุโรป อยู่ในบัญชีรายการสินค้าที่สหภาพยุโรปให้สิทธิหรือไม่ ควรศึกษาเงื่อนไขการได้แหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้กฎแหล่งกำเนิดสินค้าฉบับใหม่ อีกทั้งปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าว

 

ที่มา : กรมการค้าต่างประเทศ   

 

 

 

 

สินค้าเกษตรช่วยให้เศรษฐกิจ พ.ค.ยังขยายตัวได้ดี

ธปท. 30 มิ.ย.-นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเดือน พ.ภ.คมที่ผ่านมา ว่า เศรษฐกิจไทยยังมีอัตราขยายตัวที่เพิ่มขึ้น จากรายได้ของเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 62.8 จากราคาพืชผลที่สูงขึ้นกว่าร้อยละ 28 และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.2

สำหรับภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 10.5 จากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ยังขยายตัวในอัตราที่สูง ขณะที่ภาคการส่งออกเป็นอีกภาคหนึ่งที่ยังขยายตัวดีมาก โดยการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.1 ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่การส่งออกขยายตัวร้อยละ 28.7 อย่างไรก็ตาม การนำเข้าในปีนี้ชะลอตัวมากกว่า โดยขยายตัวร้อยละ 15.7 จากการขยายตัวร้อยละ 47.1 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมัน จากราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้นมาก โดยราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 3 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 4 บาทต่อลิตร และอีกส่วนเป็นการลดลงของการนำวัตถุดิบ รวมทั้งสินค้าทุน ส่งผลให้ดุลการค้ากลับมาเกินดุล 1,268 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ดุลบริการขาดดุล 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำส่งกำไรและเงินปันผลกลับต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงเกินดุลเพียง 631 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เดือนนี้มีเงินไหลออกจากการเทขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้ดุลการชำระเงินเดือนนี้ขาดดุล 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางอมรา กล่าวอีกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงต่อเนื่อง และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2546 แสดงถึงความเชื่อมั่นของประชาชน และนักลงทุนที่ลดลง เมื่อประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อการใช้จ่ายของประชาชน รวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชน สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนติดลบร้อยละ 0.7 ซึ่งเป็นการติดลบเป็นเดือนที่ 5 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

"ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ปัญหาการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและความไม่มีเสถียรภาพการเมืองที่ เกิดขึ้น เป็นตัวบั่นทอนการใช้จ่ายและการลงทุนของประเทศ ซึ่งการชะลอลงของสินค้าทุนหลายเดือนต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการชะลอการตัดสินใจในการลงทุน โดย ธปท.มีความเป็นห่วงว่าราคาน้ำมันที่สูงจะกดดัน เสถียรภาพของประเทศ และอัตราเงินเฟ้อที่สูงจะบั่นทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องเข้าดูแลอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้นมาก" นางอมรา กล่าว

ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวด้วยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 16 ก.ค.นี้หรือไม่ คงไม่สามารถบอกได้ แต่หากจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็เชื่อว่าจะเป็นการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า เพื่อให้เกิดความสมดุล ไม่ใช่ต้องการให้กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาว.

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย

 

 

 

"โออีซีดี"จี้ปท.รวยลดหนุนภาคเกษตร

 

ฉวยช่วงราคาอาหารสูงปฏิรูป-ขจัดอุปสรรคค้าเสรี

โออีซีดี ออกรายงานแนะชาติอุตสาหกรรม ฉวยโอกาสราคาสินค้าเกษตรราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ปฏิรูปนโยบายเกษตร ด้วยการลดเงินอุดหนุนลง เพราะเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรีและบิดเบือนตลาด แฉปีที่แล้วใช้เงินอุดหนุนมากกว่า 8.5 ล้านล้านบาท

เอเอฟพีรายงานว่า กลุ่มประเทศความร่วมมือเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ได้ออกรายงานระบุว่า ในช่วงที่ราคาอาหารและสินค้าเกษตรมีราคาสูงเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ ควรที่ประเทศอุตสาหกรรมจะได้ปฏิรูป

นโยบายเกษตรภายในประเทศของตัวเอง ด้วยการลดเงินอุดหนุนภาคเกษตรลง เพราะการอุดหนุนดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเจรจาการค้าเสรีพหุภาคีรอบโดฮาขององค์การการค้าโลก (WTO) ต้องชะงักงันเป็นเวลานาน เกิดความไม่สมดุลทางการค้า

โออีซีดีระบุว่า การอุดหนุนภาคเกษตรโดยเฉพาะของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา เป็นปัญหาหลักที่ทำให้การเจรจาการค้าเสรีรอบโดฮาติดหล่มมาเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ในปีที่แล้วชาติอุตสาหกรรมใช้เงินอุดหนุนภาคเกษตรประมาณ 2.58 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.51 ล้านล้านบาท)

"ในภาวะที่ราคาสินค้าเกษตรสูงเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ และทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น ก็เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะลดการอุดหนุน ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำให้ตลาดบิดเบือนลง เพราะหากในวันข้างหน้า ราคาสินค้าเกษตรต่ำลงอีกการลดการอุดหนุนก็จะทำได้ยาก เพราะในช่วงที่ราคาตกต่ำก็มีแนวโน้มที่จะมีการอุดหนุนและปกป้องตลาดมากขึ้น" โออีซีดีระบุ

รายงานของโออีซีดี ถูกเผยแพร่ในห้วงที่องค์การการค้าโลกพยายามจะเร่งมือในการปลดล็อคปัญหาสินค้าเกษตรที่ติดขัดมานาน เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนายังไม่พอใจในข้อเสนอของประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งได้แก่อียูและสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการลดเพดานการอุดหนุนสินค้าเกษตร โดยต้องการให้ลดลงมากกว่านี้ ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาลดภาษีนำเข้าสินค้าและเปิดตลาดมากกว่านี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน  

 

 

 

ปลัด อก.ย้ำนำอ้อยผลิตเอทานอลไม่ทำให้น้ำตาลทรายขาดแคลน

 

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) กล่าวถึงการส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลที่ผลิตได้จากอ้อยว่า จะไม่กระทบต่อปริมาณการใช้น้ำตาลทรายภายในประเทศอย่างแน่นอน โดยวาระอ้อยแห่งชาติของรัฐบาล ช่วงปี 2551-2554 แบ่งสัดส่วนอ้อยประมาณ 18 ล้านตันมาผลิตเอทานอลใช้แทนในน้ำมันเบนซิน ซึ่งมีเงื่อนไขต้องทดแทนเบนซินได้ในอัตราร้อยละ 47.75 หรือ 6.7 ล้านบาท และเพิ่มผลผลิตอ้อย จาก 11.81 ตันต่อไร่ เป็น 15 ตันต่อไร่ สำหรับการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน กิโลกรัมละ 5 บาทที่ผ่านมา เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ชำระหนี้เท่านั้น ทั้งนี้เชื่อว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย ช่วง 3 ปีนี้


                ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าการตลาด กว่า 4 หมื่นล้านบาท และคาดว่าแนวโน้มการปลูกอ้อยในปีการผลิต 2551/52 ปริมาณการปลูกอ้อยจะเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ประมาณ 75 ล้านตัน เนื่องจากมั่นใจว่าหลังจากรัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย 5 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเพิ่มราคาอ้อยแล้ว ชาวไร่อ้อยจะไม่หันไปปลูกพืชชนิดอื่น ประกอบกับแนวโน้มราคาอ้อยในปีถัดไปน่าจะดีขึ้นตามแนวโน้มราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลก


ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์   

 

 

 

 

Walmart บังคับใช้มาตรฐานภายใต้ GSFI

 

ห้างค้าปลีกระดับโลกสัญชาติอเมริกัน Wallmart ประกาศบังคับผู้จัดส่งหรือผู้จัดหาสินค้าให้แก่เครือข่ายของ Walmart ที่ต้องการจะใช้โลโก้ของ Walmart หรือ Sam's Choice บนฉลากสินค้า รวมถึงเนื้อสด ปลาสด เนื้อสัตว์ปีกสด และอาหารพร้อมรับประทาน จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารภายใต้ GFSI (The Global Food Safety Initiative) ตั้งแต่สิ้นปี 2551 นี้เป็นต้นไป

 

มาตรฐานที่ GSFI ให้การยอมรับมี 4 มาตรฐานได้แก่ BRC : Issue 5, Dutch HACCP , IFS : Issue 5 และ SQF 2000 ระดับ 3  (ท่านที่สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คลิก)

 

ที่มาสถาบันอาหาร