
ข้อ 1. ชื่อของสมาคม สมาคมนี้มีชื่อว่า "สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป"
เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า " THAI FOOD PROCESSORS' ASSOCIATION "
เรียกเป็นภาษาจีนว่า(คำอ่าน) ไถ้ กั๊ว ซึ ผิ่ง ฉ่าง เซี๊ยะ ฮุ่ย
ข้อ 2. สำนักงานของสมาคม ตั้งอยู่เลขที่ 170/21-22 ชั้น 9 อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 1 ถนนรัชดาภิเษกตัดใหม่
แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
ข้อ 3. ตราของสมาคม ตราของสมาคมนี้มีเครื่องหมายเป็นรูป
ข้อ 4. คำว่า "สมาคม"ต่อไปในข้อบังคับนี้ให้หมายถึง "สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป"
ข้อ 5. วัตถุประสงค์ของสมาคม สมาคมนี้มีวัตถุประสงค์ต่อไปนี้
1. ส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบวิสาหกิจอันเกี่ยวกับการผลิตอาหารและอาหารสำเร็จรูป
2. สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการประกอบวิสาหกิจที่อยู่ในวัตถุประสงค์
3. ทำการวิจัยและให้คำแนะนำและความช่วยเหลือแก่สมาชิกเกี่ยวกับการประกอบวิสาหกิจประเภทที่อยู่ในวัตถุประสงค์
4. ส่งเสริมความร่วมมือ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิก
5. ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาชิกหรือระหว่างสมาชิกกับบุคคลภายนอก
6. ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมกิจการของสมาชิกของสมาคม
7. วางระเบียบให้สมาชิกปฎิบัติหรืองดเว้นการการปฎิบัติเพื่อให้การประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับการผลิตอาหารและอาหารสำเร็จรูป
8. สมาคมการค้านี้ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินการในทางการเมือง
ข้อ 6. ประเภทของสมาชิก
สมาชิกของสมาคมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลที่มีเกียรติหรือคุณวุฒิสูงหรือผู้มีอุปการะแก่สมาคมซึ่งคณะกรรมการมี มติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์และบุคคลนั้นตอบรับเชิญ
2. สมาชิกสามัญ ได้แก่ นิติบุคคลที่ประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับการผลิตอาหารและอาหารสำเร็จรูป ซึ่งได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งเป็นผู้เห็นพ้องด้วยวัตถุประสงค์และเคารพต่อระเบียบข้อบังคับของสมาคม ที่ยื่นความจำนงขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกสามัญและคณะกรรมการลงมติรับเข้าเป็น สมาชิก
สามัญ โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเภทคือ
สมาชิกสามัญประเภทที่ 1 ได้แก่ ผู้ประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมสับปะรด
สมาชิกสามัญประเภทที่ 2 ได้แก่ ผู้ประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมปลาทูน่า
สมาชิกสามัญประเภทที่ 3 ได้แก่ ผู้ประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมอาหารทะเล
สมาชิกสามัญประเภทที่ 4 ได้แก่ ผู้ประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมผัก ผลไม้
สมาชิกสามัญประเภทที่ 5 ได้แก่ ผู้ประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมข้าวโพดหวาน
สมาชิกสามัญประเภทที่ 6 ได้แก่ ผู้ประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน และมิใช่
อาหารประเภทใดประเภทหนึ่งใน 5 ประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
3. สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ นิติบุคคลผู้ที่ประกอบวิสาหกิจอื่นๆ ในทางการค้า การเงินและอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสำเร็จ รูป
ข้อ 7. การสมัครเข้าเป็นสมาชิก ผู้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมจะต้องยื่นความจำนงต่อสมาคมโดยกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม ตัวจริงที่สมาคมจัดทำไว้พร้อมแนบเอกสารประกอบ ทั้งนี้โดยมีสมาชิกสามัญของสมาคมลงนาม เป็นผู้แนะนำและผู้รับรองอย่างน้อย 2 รายพร้อมกันนี้ให้ชำระค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมแรกเข้าตามกำหนดไว้ในข้อ 9.ทั้งนี้ผู้แนะนำและผู้รับรองจะต้องร่วมรับผิดชอบค่าบำรุงรายปีและค่าบำรุง กลุ่มฯ ที่สมาชิกรายนั้นยังมีหนี้สินค้างชำระกับสมาคมฯตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในใบ สมัครการเข้าเป็นสมาชิกสมาคม
ข้อ 8. การพิจารณาคำขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก ให้นายทะเบียนนำใบสมัครเสนอต่อที่ ประชุมคณะกรรมการครั้งแรกหลังจากที่ได้รับใบสมัคร เมื่อคณะกรรมการมีมติให้เป็นประการใดให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้สมัคร และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทราบโดยไม่ชักช้าในกรณีที่ผู้สมัครเคยเป็นสมาชิก เก่ากลับเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคมหากยังมีค่าบำรุงที่ค้างชำระ อยู่จะต้อง ชำระค่าบำรุงนั้นเสียก่อน
ข้อ 9. ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม
1. สมาชิกสามัญทั้ง 6 ประเภท ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการลงทะเบียนแรกเข้าเป็นสมาชิก10,000 บาทและค่าบำรุงรายปีๆละ 25,000 บาท
2. สมาชิกวิสามัญต้องเสียค่าธรรมเนียมในการลงทะเบียนแรกเข้าเป็นสมาชิก 10,000 บาท และค่าบำรุงรายปีๆละ 12,000 บาท
3. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมฯ
4. ค่าบำรุงสมาคมรายปีสำหรับปีแรก สมาชิกตาม ข้อ 1 หรือ 2 ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกภายในไตรมาสที่ 1 จะต้องจ่ายค่าบำรุงสมาคมรายปีเต็มจำนวน แต่ถ้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกภายในไตรมาสที่ 2 จะต้องจ่ายค่าบำรุงสมาคมรายปี 3 ใน 4 ของอัตราค่าบำรุง ถ้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกภายในไตรมาสที่ 3 จะต้องจ่ายค่าบำรุงสมาคมรายปี 2 ใน 4 ของอัตราค่าบำรุง ถ้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกภายในไตรมาสที่ 4 จะต้องจ่ายค่าบำรุงสมาคมรายปี 1 ใน 4 ของอัตราค่าบำรุง
5. สมาชิกจะต้องชำระค่าบำรุงรายปี ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี
ข้อ 10. วันเริ่มสมาชิกภาพ สมาชิกภาพเริ่มตั้งแต่วันที่สมาคมมีจดหมายตอบรับและระบุไว้ในจดหมายตอบรับ นั้นทั้งนี้ ผู้สมัครต้องดำเนินการด้านหลักฐานเอกสารและชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุง สมาคมเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว
ข้อ 11. ทะเบียนสมาชิก ให้นายทะเบียนจัดทำทะเบียนสมาชิกไว้ที่สำนักงานของสมาคมโดยมีรายการตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ข้อ 12. สมาชิกที่เป็นนิติบุคคล จะต้องแต่งตั้งตัวแทนไม่เกิน 2 คนเพื่อปฎิบัติกิจการในหน้าที่และใช้สิทธิแทนนิติบุคคลนั้นในการนี้ตัวแทนจะ มอบหมายให้บุคคลอื่นกระทำแทนหรือตัวแทนช่วงไม่ได้
ข้อ 13. การขาดจากสมาชิกภาพ สมาชิกภาพย่อมสิ้นสุดลงในกรณีต่อไปนี้
1. ตาย หรือเลิกกิจการ หรือสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคล
2. ขาดคุณสมบัติตามข้อ 6
3. ลาออก โดยยื่นหนังสือลาออกต่อคณะกรรมการของสมาคมและได้ชำระหนี้สินที่ค้างชำระต่อสมาคมเรียบร้อยแล้ว
4. ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดที่มีโทษขั้นลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
5. ไม่ชำระค่าบำรุงสมาคมภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปีและคณะกรรมการของสมาคมมีมติให้ลบ ชื่อออก
จากทะเบียนสมาชิก
6. คณะกรรมการลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกโดย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4ของ คณะกรรมการทั้งหมดด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) กระทำการใดๆ ที่ทำให้สมาคมเสื่อมเสียชื่อเสียง
(2) ละเมิดข้อบังคับของสมาคมอย่างร้ายแรง
(3) ไม่ชำระค่าบำรุงพิเศษ ตามกำหนดเวลาที่สมาคมหรือกลุ่มได้เรียกเก็บเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการ หรือ งานของสมาคมหรือกลุ่มซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการได้อนุมัติลงมติให้สมาคม ดำเนินการได้
ข้อ 14. สิทธิของสมาชิก
1. สมาชิกมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือและการสงเคราะห์ในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการอันอยู่ในวัตถุประสงค์
ของสมาคมจากสมาคมเท่าที่จะอำนวยให้
2. สมาชิกมีสิทธิที่จะขอตรวจสอบกิจการและทรัพย์สินของสมาคมได้โดยยื่นคำขอ นั้นไปยังคณะกรรมการ
เป็นลายลักษณ์อักษร
3. สมาชิกมีสิทธิที่จะเสนอความคิดเห็นให้คำแนะนำต่อสมาคม หรือคณะกรรมการ
4. สมาชิกมีสิทธิเข้าประชุมอภิปรายแสดงความคิดเห็นซักถามกรรมการเสนอญัตติในการประชุมใหญ่
สามัญหรือในการับเลือกตั้งเป็นกรรมการของสมาคม
5. สมาชิกสามัญเท่านั้นที่มีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีหรือในการ
ประชุมใหญ่สามัญหรือในการับเลือกตั้งเป็นกรรมการของสมาคม
ข้อ 15. หน้าที่ของสมาชิก
1. สมาชิกต้องปฎิบัติตามข้อบังคับระเบียบคำสั่งของสมาคมมติประชุมและมติของคณะกรรมการโดยเคร่งครัด
2. สมาชิกต้องดำรงรักษาเกียรติ และผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของสมาคม
3. สมาชิกต้องส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมของสมาคม ให้เจริญรุ่งเรืองและมีความก้าวหน้าอยู่เสมอ
ข้อ 16. การเลือกตั้งคณะกรรมการ ให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเป็นผู้บริหารกิจกรรมของสมาคมและเป็นตัวแทนของ สมาคมในกิจอื่นเกี่ยวกับบุคคลภายนอกประกอบด้วยสมาชิกสามัญซึ่งได้รับเลือก ตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี มีจำนวนไม่น้อยกว่า 18 คน ทั้งนี้ต้องมีตัวแทน จากสมาชิกสามัญประเภทที่ 1,2,3,4, และ 6 ไม่น้อยกว่าประเภทละ 3 คน และจะต้องไม่มาจากนิติบุคคลเดียวกัน ทั้งนี้ให้ให้คณะกรรมการเลือกตั้งกันเองเพื่อดำรงตำแหน่งนายกสมาคม 1 ตำแหน่ง อุปนายกสมาคม เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน ปฏิคม และตำแหน่งอื่นๆ ตามที่เห็นสมควร คณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว อาจได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการของสมาคมอีกได้ เว้นตำแหน่งนายกสมาคมจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 สมัยติดต่อกัน นอกเสียจากว่าจะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการชุดใหม่ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ให้อยู่ในตำแหน่งนายกสมาคมได้ต่อไปอีก 1 สมัย
ข้อ 17. การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ
กรรมการของสมาคมย่อมพ้นจากตำแหน่งในกรณีดังต่อไปนี้
1. ตาย
2. ครบกำหนดออกตามวาระ
3. ลาออกโดยคณะกรรมการได้ลงมติอนุมัติแล้ว
4. ขาดจากสมาชิกภาพของนิติบุคคลนั้นๆ
5. ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
6. พ้นจากการเป็นตัวแทนสมาชิกสามัญซึ่งเป็นนิติบุคคล
7. ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเว้นแต่เป็นความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษ
8. ขาดการประชุมคณะกรรมการติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยมิได้บอกกล่าวข้อขัดข้องเว้นแต่คณะกรรมการจะพิจารณา
เป็นอย่างอื่น
ข้อ 18. กรณีตำแหน่งกรรมการว่างลงก่อนกำหนดออกตามวาระ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แต่กรรมการที่ดำรงตำแหน่งนี้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ที่ตนเข้ามาแทนเท่านั้น
ข้อ 19. การประชุมคณะกรรมการ ให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อย 1ครั้งในรอบ3เดือน ในกรณีจำเป็นนายกสมาคมหรือกรรมการ ไม่น้อยกว่า 3 คน จะเรียกประชุมเพิ่มขึ้นอีกก็ได้
ข้อ 20. องค์ประชุมของคณะกรรมการการประชุมของคณะกรรมการของสมาคม จะต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม
ข้อ 21. มติของการประชุมคณะกรรมการ นอกจากที่กล่าวไว้เป็นอย่างอื่นในข้อบังคับนี้ ให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมากเป็นมติของที่ประชุม ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมออกเสียงชี้ขาดอนึ่ง มติของการประชุมกลุ่มที่อาจมีผลเสียหายต่อภาพพจน์และชื่อเสียงของสมาคม จะต้องได้รับการรับรองจากกรรมการสมาคมฯ
ข้อ 22. ประธานในที่ประชุม ให้นายกสมาคม เป็นประธานในที่ประชุมหากนายกสมาคมไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการท่านหนึ่งท่านใดเป็นประธานในที่ประชุม
ข้อ 23. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการดังนี้
1. จัดดำเนินงานกิจการของสมาคม ตามข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่
2. เลือกตั้งกรรมการให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะกรรมการ
3. วางโครงสร้างและจัดระเบียบในการปฎิบัติงานของสมาคม
4. ว่าจ้าง แต่งตั้ง และถอดถอนที่ปรึกษาของคณะกรรมการอนุกรรมการเจ้าหน้าที่และพนักงานทั้งปวงเพื่อ
ให้การดำเนินงานของสมาคมเป็นไปโดยเรียบร้อย
5. การลงนามอันมีผลทางนิติกรรม ผู้มีอำนาจลงนามได้นายกสมาคม เลขาธิการสมาคม และเหรัญญิกลงนามร่วมกัน 2 คนพร้อมประทับตราสำคัญสมาคม
6. การลงนามในเรื่องเช็คและตั๋วสัญญาใช้เงินของสมาคมผู้มีอำนาจได้แก่นายกสมาคม,เลขาธิการสมาคมและเหรัญญิกลงนามร่วมกัน 2 คน พร้อมประทับตราสำคัญสมาคมหากแต่กรรมการ 2 คน ใน 3 คน ดังกล่าวไม่สามารถลงนามในเช็คหรือตั๋วสัญญาใช้ เงินได้ ก็ให้กรรมการดังกล่าวที่เหลือ 1 คน ลงนามร่วมกับอุปนายกสมาคมอีก 1 คนพร้อมประทับตราสำคัญสมาคม
7. การพิจารณาถอดสมาชิกภาพข้อ 13.5 และ 13.6
ข้อ 24. กำหนดการประชุมใหญ่ กำหนดการประชุมใหญ่ดังนี้
1. ให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละหนึ่งครั้งภายใน เดือนเมษายนของทุกปี
2. ถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรหรือสมาชิกมีจำนวนไม่น้อย กว่า1ใน4ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดแสดงความจำนงที่จะให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ โดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อเลขาธิการของสมาคมให้คณะกรรมการของ สมาคมนัดประชุมใหญ่วิสามัญภายใน15วันนับจากวันที่ได้รับคำร้องขอ
ข้อ25.ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ไม่ว่าจะเป็นการประชุมใหญ่สามัญประจำปีหรือประชุมใหญ่วิสามัญก็ดีจะต้องมีสมาชิกร่วมประชุมไม่น้อยกว่า10คน จึงจะถือว่าเป็นองค์ประชุม
ข้อ 26. มติของที่ประชุมใหญ่ นอกจากที่ได้กล่าวไว้เป็นอย่างอื่นในข้อบังคับให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก เป็นมติของที่ประชุมถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงชี้ ขาด
ข้อ 27. การส่งหนังสือลบอกกล่าวนัดประชุมใหญ่ จะต้องส่งหนังสือบอกกล่าวถึงวันเวลาสถานที่และระเบียบวาระของการประชุมใหญ่ไปให้สมาชิกทุกคนได้ทราบโดยส่งจดหมายทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ณ ที่อยู่ของสมาชิกที่ปรากฎอยู่ในทะเบียนสมาชิกหรือส่งให้ถึงตัวสมาชิกก่อนวันนัดประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่า 7 วัน
ข้อ 28. กรณีที่นัดประชุมใหญ่ครั้งแรก สมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุมการ ประชุมใหญ่ที่ได้เรียกนัดการประชุมในวันและเวลาใดหากล่วงพ้นกำหนดเวลานัดไป แล้วหนึ่งชั่วโมงยังมีสมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นไปและให้ทำการบอกกล่าว นัด วัน เวลา และสถานที่ประชุมใหญ่ใหม่อีกครั้งหนึ่งภายใน12 วันนับแต่วันประชุมครั้งแรก ในการประชุมครั้งหลังนี้จะมี สมาชิกมาประชุมมากน้อยเพียงใดก็นับเป็นองค์ประชุมได้
ข้อ 29. ประธานในที่ประชุม ให้นายกสมาคมเป็นประธานที่ประชุมหากนายกไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ จะมอบหมายให้เลขาธิการหรือผู้ที่เหมาะสมเป็นประธานในที่ประชุม
ข้อ 30.วิธีออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ การออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ให้ถือปฏิบัติเป็นสองกรณีคือ
1. โดยเปิดเผยใช้วิธีชูมือ
2. โดยการลงคะแนนลับให้ใช้วิธีเขียนบัตรลงคะแนน และ จะกระทำได้ในเมื่อคณะกรรมการหรือสมาชิกไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน
สมาชิกที่มาประชุมร้องขอ
ข้อ 31. กิจการอันพึงกระทำในการประชุมใหญ่สามัญ มีดังนี้
1. รับรองรายงานการประชุมใหญ่คราวก่อน
2. พิจารณารายงานประจำปี แสดงผลการดำเนินการของสมาคมที่ผ่านมาในรอบปี
3. พิจารณาอนุมัติงบดุล
4. เลือกตั้งคณะกรรมการ (ในปีที่ครบกำหนด)
5. แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายและผู้สอบบัญชีประจำปี และกำหนดค่าตอบแทน
6. เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)
ข้อ 32. การจัดทำงบดุล ให้คณะกรรมการจัดทำงบดุลปีละครั้งแล้วส่งให้ผู้สอบบัญชีอย่างช้าไม่เกิน เดือนมกราคมของทุกปีเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อนวันประชุม ใหญ่สามัญประจำปี
ข้อ 33. ปีการบัญชี ให้ถือเอาวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิ้นปีทางบัญชีของสมาคม
ข้อ 34. การส่งสำเนางบดุล ให้คณะกรรมการส่งงบดุลซึ่งผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบแล้วและรายงานประจำปีแสดงผล การดำเนินการของสมาคมในรอบปีไปยังสมาชิกก่อนวันประชุมใหญ่สามัญ ประจำปีไม่น้อยกว่า 7 วัน
ข้อ 35. อำนาจของผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีมีอำนาจเข้าตรวจสอบบัญชีและบรรดาเอกสารเกี่ยวกับการเงินของสมาคม และมีสิทธิสอบถามกรรมการตลอดจนเจ้าหน้าที่ของสมาคมทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับบัญชีและเอกสารเช่นว่านั้น
ข้อ 36. การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงหรือตัดทอนข้อบังคับ ข้อบังคับนี้จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัดทอนหรือเพิ่มเติมได้โดยมติของที่ประชุม ใหญ่ซึ่งมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า2ใน3ของจำนวนสมาชิกที่มาประชุม
ข้อ 37. การเลิกสมาคมการค้า
สมาคมนี้อาจเลิกได้ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้
1. เมื่อที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
2. ล้มละลาย
3. เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งให้ยกเลิกตามมาตรา 36แห่งพระราชบัญญัตสมาคม การค้าพ.ศ. 2509
ข้อ 38. การชำราะบัญชี
เมื่อสมาคมการค้าต้องเลิกไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งของข้อ 37 การชำระบัญชีของสมาคมให้นำบทบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 มาใช้บังคับ
ข้อ 39. เมื่อนายทะเบียนสมาคมการค้าประจำจังหวัดกรุงเทพมหานครอนุญาตให้จัดตั้งเป็นสมาคมการค้าแล้ว ให้ผู้ริเริ่มก่อการทำหน้าที่คณะกรรมการชั่วคราวของสมาคมจนกว่าจะได้มี การเลือกตั้งคณะกรรมการตามข้อบังคับของสมาคมฯ ซึ่งจะต้องจัดให้มีขึ้นภายใน 100 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต ให้จัดตั้งเป็นสมาคมการค้า
ข้อ 40. ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่วันที่นายทะเบียนสมาคมการค้าประจำ จังหวัดกรุงเทพมหานครอนุญาตให้จัดตั้งเป็นสมาคมการค้าเป็นต้นไป